‘เจเศรษฐ์’ ผนึก ‘ศุภมาส’
เร่งบำบัดเน่าเสีย–เติมจุลินทรีย์ช่วยชาวรังสิต พร้อมสื่อสารข้อมูลถึงประชาชน
5 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ประสานการทำงานร่วมกับ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในนามรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ลงพื้นที่ รังสิต จังหวัดปทุมธานี เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ควบคู่กับการสื่อสารข้อมูลการช่วยเหลือและการดูแลพื้นที่ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง
สำหรับภารกิจในวันนี้ มุ่งเน้นการดูแล น้ำที่ยังคงขังอยู่ในพื้นที่รังสิต โดยลงพื้นที่บริเวณ หมู่บ้านช้างทอง บริเวณข้างโรงเรียนอุดมวิทยา ภายในชุมชนสหกรณ์มั่นคงมิตรสัมพันธ์ เพื่อดำเนินการเติมจุลินทรีย์ลงในบริเวณน้ำขัง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์และลดการเน่าเสียของน้ำ รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ อันเป็นการดูแลสภาพแวดล้อมและลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ระหว่างที่ยังมีน้ำตกค้าง โดยได้ประสานงานกับนายกเทศบาลนครรังสิต ร้อยตำรวจเอก ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง รับมอบนำจุลินทรีย์ไปจัดการในพื้นที่
การดำเนินงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่าง กระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกรัฐมนตรี โดย ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ทำหน้าที่ประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารภาครัฐ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจช่วยเหลือประชาชนและการดูแลพื้นที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง
ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ กล่าวว่า นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังคงมีน้ำท่วมขัง พร้อมให้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด
“ท่านศุภมาสกำชับว่า การช่วยเหลือประชาชนต้องทำอย่างต่อเนื่องและลงไปถึงพื้นที่จริง วันนี้จึงเป็นการนำความร่วมมือของแต่ละฝ่ายมาเชื่อมกัน ทั้งการดูแลคุณภาพน้ำ การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที” ดร.พัชรินทร์ กล่าว
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การดูแลประชาชนหลังสถานการณ์อุทกภัยไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อระดับน้ำลดลง แต่ยังต้องเร่งดำเนินการในระยะฟื้นฟู โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีน้ำขัง ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหา
“เราต้องดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเกิดภัยไปจนถึงช่วงฟื้นฟู วันนี้จึงเป็นการนำความร่วมมือของแต่ละฝ่ายมาเชื่อมกัน ทั้งการดูแลพื้นที่ การลดผลกระทบจากน้ำที่ยังขังอยู่ และการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้องและทั่วถึง”
ทั้งนี้ การบูรณาการครั้งนี้มุ่งเชื่อมการทำงานใน 3 ด้าน ได้แก่ “ช่วยเหลือ – ฟื้นฟู – สื่อสาร” เพื่อให้การดูแลประชาชนในพื้นที่รังสิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมลดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
